ใบขับขี่ดิจิทัลใหม่ เริ่มใช้ 20 ก.ย.นี้ ไม่มียึดใบขับขี่อีกต่อไป

19/11/2019 15:35 น.

สรุปให้อ่านง่าย 

  • พรบ.จราจรทางบกเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา ได้ประกาศว่าคุณตำรวจจราจรจะไม่สามารถยึดใบขับขี่ได้อีกต่อไป มีผลบังคับใช้งานวันที่ 20 ก.ย. 2562 นี้
  • ส่วนใบขับขี่ที่เราสามารถใช้ได้นั้นมีทางเลือกมากขึ้นเป็น 3 แบบ คือ ใบขับขี่เดิม, ใบขับขี่ดิจิทัล (DLT QR LICENCE) และสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามแบบฟอร์มที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด (ซึ่งต้องรอข้อสรุปจากกรมการขนส่งอีกที)
  • ขั้นตอนการใช้งาน DLT QR LICENCE นั้นเป็น Application ที่เราแค่ download Appplication ลงมาที่เครื่องมือถือ แล้วทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน สแกน QR code ด้านหลังของใบขับขี่ของเราเอง ก็สามารถใช้งาน Application โดยไม่ต้องพกใบขับขี่พลาสติกได้เลย
  • นอกจากเรื่องการไม่ยึดใบขับขี่อีกต่อไปแล้ว เราควรรู้เรื่องการตัดคะแนนที่จะเป็นบทลงโทษแบบใหม่ที่ส่งผลถึงขั้นต้องไปสอบใบขับขี่ใหม่หรือโดนเพิกถอนใบขับขี่ทันทีด้วย

 

จากข่าวช่วงวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมาเรื่อง พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับที่ 12 ที่ประกาศล่าสุดว่า ประชาชนสามารถพกสำเนารูปถ่ายใบขับขี่ดิจิทัลแทนการพกใบขับขี่แบบเดิมติดตัวได้นั้น ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า ตกลงแล้วยังต้องพกใบขับขี่แบบเดิมอยู่ไหม หรือรูปที่เราถ่ายใบขับขี่ด้วยโทรศัพท์มือถือเองไว้ในมือถือใช้ได้รึเปล่า หลังจากอ่านจบแล้ว เพื่อนๆ จะตอบได้ว่ารูปถ่ายแบบไหนที่ใช้ได้ และเจ้า Application ใบขับขี่ที่ว่านี้มันช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างไร

 

ทำไมใบขับขี่ดิจิทัลถึงน่าสนใจ                                                                                            

1. ไม่ต้องพกใบขับขี่แบบเก่าอีกต่อไป (ซึ่งก็สบายใจได้ว่าใบขับขี่ของเราจะไม่มีวันโดนยึดแน่ๆ) แค่โชว์ใบขับขี่ดิจิทัลใน DLT QR Application แทนเมื่อคุณตำรวจร้องขอ ส่วนจะโดนตัดแต้มไหม...ก็ว่ากันอีกที

2. เชื่อมต่อข้อมูลการขับขี่ของเรากับบัตรประจำตัวประชาชนของเราเลย ซึ่งก็มองได้ 2 ด้านคือ

 2.1  ข้อมูลของเราจะครบในที่เดียว สะดวกในการค้นหาข้อมูลเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีที่เราต้องการความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนและยังสามารถเปิด Application ได้ เช่น ข้อมูลการแพ้ยา โรคประจำตัว และกรุ๊ปเลือด

2.2 ด้วยความที่สามารถตรวจสอบข้อมูลของเราทั้งหมดได้จากเลขบัตรประชาชน เรื่องของ Data Privacy จึงเป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจว่าข้อมูลของเราจะถูกเก็บรัษาเป็นอย่างดี เช่น ข้อมูลเงินได้ที่เราใช้ในการเสียภาษีให้สรรพกรทุกปี

3. มีข้อมูลอัพเดทจากกรมการขนส่งทางบกที่เราควรรู้ ไม่ว่าจะเป็น

  • การแชร์เส้นทางการเดินทางที่เราสามารถแชร์ให้เพื่อนๆ ร่วมทริปเราได้เลยด้วยการกรอกหมายเลขทะเบียนรถและปลายทางที่เราต้องการเดินทาง รวมถึงการติดตามการเดินทางของคนที่บ้านเพื่อความสบายใจ
  • สามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ในปุ่มเเดียวจาก Application
  • ข่าวสารและประกาศล่าสุดจากกรมการขนส่งทางบกเกี่ยวกับระเบียบต่างๆ และกฏหมายล่าสุด เช่น การประกาศใช้ใบขับขี่ดิจิทัลนี้ หรือกฏหมายใหม่ในของรถป้ายแดงที่ต้องจดทะเบียนป้ายขาวให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ใครฝ่าฝืนมีโทษปรับ 10,000 บาทส่วนการปลอมแปลงป้ายแดงนั้นเป็นคดีอาญามีโทษจำคุกได้เลย

ขั้นตอนการดาวน์โหลดใบขับขี่ดิจิทัล DLT QR LICENCE Application

ขั้นตอนการดาวน์โหลดนั้นง่ายมาก เริ่มจาก

  1. สามารถเข้าไปค้นหา Application ได้เลยที่ Play Store ในมือถือระบบปฏิการแอนดรอยด้วยการค้นหา “DLT QR LICENCE”

  2. จากนั้นให้ดาวน์โหลด Application ลงในมือถือตามปกติ

  3. เมื่อเราเปิด Application ขึ้นมา ให้ลงทะเบียนเพื่อการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นครั้งแรก ด้วยการกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักและสแกน QR Code ด้านหลังใบขับขี่(มีอยู่ในขับขับขี่รุ่นใหม่ ถ้าใครไม่มี QR Code ที่ว่านี้ให้เราติดต่อกรมการขนส่งทางบก) กรอกอีเมล์เพื่อรับรหัส OTP (One Time Password) เพื่อทำการเชื่อมต่อข้อมูล

  4. ยืนยันตัวตนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลด้วยระบบ OTP ที่ได้รับ จากนั้นให้ตั้งรหัสเข้าใช้งาน Application ใหม่เพื่อความสะดวกในการใช้งานครั้งต่อไป

  5. กรอกข้อมูลส่วนตัวของเราลงใน Application ได้เลยเพื่อความครบถ้วนของข้อมูลในการใช้งานครั้งต่อไป

หลักเกณฑ์การตัดคะแนนเมื่อทำผิดกฎจราจร

นอกจากการใช้งานใบขับขี่ดิจิทัลแล้วเราควรต้องรู้ “ระบบการตัดคะแนนใบขับขี่” เมื่อเราทำผิดกฎจราจรด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย คะแนนทั้งหมดที่เรามีคือ 12 คะแนนและความผิดทั้ง 3 ระดับที่เราจะถูกตัดคะแนนซึ่งประกอบไปด้วย

ทุกคนจะมีการกำหนดคะแนนเริ่มต้นที่ 12 คะแนน

ซึ่งถ้าเราโดยตัดคะแนนจนหมดแล้ว จะถูกพักใช้ใบขับขี่ 90 วัน หลังจากนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายเข้าอบรมเพื่อสอบใบขับขี่ใหม่จนเมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะได้คะแนน 12 คะแนนกลับคืนมา

หากใน 3 ปีเราโดนพักใช้ใบขับขี่ (พัก 90 วัน) เกินกว่า 2 ครั้ง ในครั้งที่ 3 เราจะโดนพักการใช้งานใบขับขี่นาน 1 ปี

หากใน 1 ปีนั้นยังทำผิดกฏจราจรอีก (ครั้งที่ 4) จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที

ความผิด 3 ระดับที่ใช้ในการตัดแต้มใบขับขี่

การทำความผิดตามกฏหมายจราจร แบ่งตามความผิดต่อตนเองและสาธารณะ คือ

ความผิดระดับที่ 1 ความกระทบผิดต่อตนเองและสาธารณะเล็กน้อย เช่น ไม่สวมหมวกกันน๊อก, ไม่คาดเช็มขัดนิรภัย, ใช้โทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ และขับรถเร็ว โดนตัด 1 คะแนน

ความผิดระดับที่ 2 ความกระทบผิดต่อสาธารณะปานกลาง เช่น ขับรถฝ่าไฟแดง และขับรถย้อนศร โดนตัด 2 คะแนน 

ความผิดระดับที่ 3 ความกระทบผิดต่อสาธารณะรุนแรง เช่น ไม่หลีกทางให้รถฉุกเฉิน, เมาแล้วขับ, เสพยาเสพติดขณะขับรถ และชนแล้วหนี โดนตัด 3 คะแนน

ช่องทางการจ่ายค่าปรับ

เราสามารถจ่ายค่าปรับเพื่อทราบผลการตัดคะแนนได้ 4 วิธี คือ

  1. จ่ายค่าปรับได้ที่ไปรษณีย์ด้วยการส่งธนาณัติไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ    
  2. ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
  3. ตัดบัตรเครดิต
  4. ชำระค่าปรับผ่านธนาคาร หรือหน่วยบริการชำระเงิน

ซึ่งวิธีที่ 2-4 เราจะรีบอัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อได้รับข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก

ใครดูแลการบันทึกคะแนนและการตัดคะแนน

คุณตำรวจหรือเจ้าพนักงานจราจรจะดูแล “การบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับรถ” ของเราทุกคนซึ่งเริ่มจากการกำหนดคะแนนของทุกคนที่ 12 คะแนนเป็นค่าเริ่มต้น และการตัดคะแนนคนที่ทำผิดกฏหมายจราจรตามความผิด 3 ระดับ ซึ่งถ้าเราเหลือคะแนนไม่เกิน 4 คะแนนหรือโดนตัดจนคะแนนหมด (ซึ่งเราจะรู้เมื่อมีการชำระค่าปรับแล้วตามช่องทางด้านบน) เราต้องเข้าอบรมเพื่อสอบใบขับขี่ใหม่ให้ผ่านเพื่อทำการคืนคะแนน

ถ้าเราโดนตัดคะแนนจนหมดแล้วทั้ง 12 คะแนนจะเกิดอะไรขึ้น

เราจะโดนพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน เมื่อเราโดนตัดแต้มในแต่ละความผิดที่เกิดขึ้นจะต้องไปจ่ายค่าปรับตามช่องทางการจ่ายค่าปรับก่อนถึงจะรู้ว่าโดนตัดไปกี่คะแนน เมื่อโดนตัดคะแนนจนหมดเกลี้ยงแล้วไม่ต้องกังวลใจไป จะมีจดหมายลงทะเบียนส่งไปที่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านแจ้งให้เราทราบว่า เราถูกพักกมารใช้งานใบขับขี่ 90 วันอยู่นะจ๊ะ ให้เราไปเข้าอบรมเพื่อสอบใบขับขี่ใหม่ให้ผ่านแล้วเราจะได้คะแนนคืนกลับมา 12 คะแนนตามเดิมจ้าตามคำขวัญ “จับเพราะรัก” ที่เราจำได้อย่าขึ้นใจนั่นเอง

แล้วกรณีรถเช่าหรือชาวต่างชาติล่ะโดนตัดคะแนนอย่างไร

ในกรณีที่เป็นรถเช่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเแจ้งหลักฐานส่งไปตามชื่อ ที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้ใน 30 วัน ซึ่งถ้าไม่มีการดำเนินการหรือไม่แจ้งนิติบุคคลจะโดยโทษปรับ 5 เท่าของโทษปรับสูงสุด

ส่วนคนต่างชาติเมื่อเกิดการทำผิดกฏจราจรขึ้น จะมีการแจ้งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามสมควร เพื่อให้ชำระค่าปรับตามกฏหมาย

 

Ref.

http://www.ratchakitcha.soc.go.th
https://play.google.com